วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559

เค้กโยเกิร์ตนมสด สูตร สุขภาพดีอย่างมีสุข By Lanna ’s Patisserie Sansai Chiangmai





        เมื่อสาวๆอย่างเราอยากลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง ใส่ใจในสุขภาพทั้งภายนอก และ ภายใน การออกกำลังกาย และการเลือกทานอาหาร จึงจัดเป็นกุญแจสำคัญ อันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ แต่สิ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ การลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ คล้ายๆกับการมีวินัยในตนเองนั่นและค่ะ ถ้าเราทำสม่ำเสมอควบคู่กันไปเชื่อได้เลยว่า หุ่นสวย สุขภาพดี หนีไม่พ้นแน่นอนจ้ะ

  ในการออกกำลังกายของสาวๆอย่างเรา อาจสร้างแรงบันดาลใจมาจาก เพื่อนๆหุ่นฟิตเฟิร์ม ตามยิม ลานแอโรบิค หรือ คอร์สโยคะ แม้แต่ ตาม instagram ของเหล่าบรรดา เซเลป ดารา ที่เราตาม follow ก็ถือเป็นแรงผลักดันชั้นดีให้เราอดทน ฝึกฝน ลงมือ ออกกำลังกาย เพื่อเป้าหมายในการมีหุ่นสวย สุขภาพแข็งแรงแบบนั้นบ้าง

อีกด้านหนึ่งที่มาควบคู่กัน และถือเป็นเรื่องสร้างความหนักอกหนักใจให้กับเราเรื่อยมาก็คือเรื่องการควบคุมอาหารนั่นเอง คือไม่ใช่ว่าเราจะไม่รู้นะคะว่า อาหารอะไรที่ควรทาน และอะไรควรหลีกเลี่ยง แต่ก็นะ สำหรับสาวๆที่ชอบทานขนมแบบเราละก็มันยากทีเดียวละ ที่จะเบรกได้ทัน ยิ่งได้เห็นความน่ารักน่าทานจากบรรดาเพื่อนๆที่อัพรูป บวกสถานที่มาให้เสร็จสรรพเข้าไปด้วยแล้ว อดใจไม่ไหวกันเลยทีเดียว

ทีนี้ บางทีพอรู้ตัวก็ลองหันหัวไปสู่ขนมคลีน อาหารสุขภาพ ฉบับเต็ม แต่จัดไปได้ไม่นานก็พบว่ามันหนักเกินไปสำหรับเรา บางทีเราก็ไม่จำเป็นต้องฝืนกันขนาดนั้น เพราะก็ต้องยอมรับว่าด้วยข้อจำกัดต่างๆ ทำให้ รสชาติ และ เนื้อสัมผัส มันไม่ค่อยคุ้นเคยกับเราสักเท่าไร

ดังนั้นเอายังไงดี ถ้ารสชาติที่เราซื้อมาทานยังไม่โดนใจ ด้วยความที่เราเองก็ชอบทำขนมอยู่ด้วยแล้ว จะไม่ลองปรับเปลี่ยนหาหนทางให้กับตัวเองทีเดียวเชียวหรือ เราก็เลยขอลองเลือกเส้นทางสายกลาง แบบพอดีๆ ใส่ชื่อให้ดูเท่ๆว่า “แนวไฮบริด” ละกัน 

        เอาละ!! ก็มาเริ่มเปิดตำรา หาความรู้กันดู ว่าจะใช้อะไร ทดแทน สิ่งไหนกันได้บ้าง อันไหนพอปรับลดได้ก็ปรับ แต่ยังคงแกนหลักของขนมที่รู้จักและคุ้นเคยให้มากที่สุด 

        แต่การปรับทดลองแต่ละครั้งไม่ง่ายเลยค่ะ กว่าจะได้สัดส่วนที่ลงตัว เพราะเราต้องยอมรับว่ารสชาติที่เราๆท่านๆคุ้นเคยกันอยู่นั้น มันต้องถูกบิดพลิ้วไปบ้าง เพื่อให้เกิดความสมดุล และสามารถสร้างเอกลักษณ์ให้กับรสชาติใหม่ๆ ที่เราอาจไม่เคยสัมผัสมาก่อน

         ขนมแนว ไฮบริด ของ Lanna’s Patisserie เลยขอลองคบหากับ เค้กโยเกิร์ต โดยใช้วัตถุดิบที่เป็น Non Fat หรือ Low Fat บ้าง ปรับความหวานโดยอาศัยน้ำผึ้งเข้าช่วยเพื่อลดปริมาณเนย และ น้ำตาลลง ในส่วนผสมของฐานเนื้อเค้ก ใช้ Digestive Biscuit สูตร Light ที่ 0% Cholesterol บิสกิตชื่อดังของฝั่งอังกฤษ ตามมาด้วย โยเกิร์ต และนมสด รสธรรมชาติ แบบ Non Fat 0% ผงเจลาตินช่วยในการเซ็ตตัว ตบท้ายด้วยของโปรด สตอเบอรี่ลูกโตๆ ให้มันชุ่มฉ่ำใจซะหน่อย



            พอได้วัตถุดิบดีมีคุณภาพพร้อมแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือเยียวยารักษา ความสุขซะที เริ่มจาก
1.) อุ่นนมสดNon Fat ให้ร้อนพอสมควรแล้วใส่น้ำตาลนิดหน่อย บวกกับ เจลาตินลงไป คนให้ละลายเข้ากัน

2.) จากนั้นผสมโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ปราศจากมันเนย กับน้ำเลมอนเข้าด้วยกันในชามผสม แล้วตีไปเรื่อยๆจนขึ้นฟอง จากนั้นหันกลับมาตีครีมสดต่อ จนขึ้นฟองเช่นเดียวกัน ใช้เวลาประมาณราว 8 นาที

3.) นำส่วนผสมในข้อ1 ค่อยเทๆ ลงมาผสมกับชามโยเกิร์ต แล้วตามด้วยครีมสด จากนั้นคนให้เข้ากัน แล้วพักไว้

4.) นำ Digestive Biscuit มาบดให้เป็นผง แล้วเอามาผสมกับน้ำผึ้งเพื่อทดแทนเนยบางส่วน คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วอัด Digestive Biscuit ลงไปให้แน่นที่ชั้นล่างสุดของพิมพ์ เพื่อทำเป็นฐานของเค้กโยเกิร์ต

5.) จากนั้นค่อยๆตักโยเกิร์ตที่พักไว้ เทลงไปในพิมพ์จนพอดีขนาดของพิมพ์ที่เตรียมไว้ เสร็จแล้วนำมาแช่ในตู้เย็นทิ้งไว้ราว 2 - 3 ชั่วโมงจนเนื้อเค้กโยเกิร์ตมีลักษณะออกหยุ่นๆแข็งๆ ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
หลังจากนั้นก็นำออกมาแต่งหน้าทาปากกัน ด้วยสตอเบอรี่ลูกโตๆ หรือจะเป็นบลูเบอรี่ฟิลลิ่ง ก็ได้อีกรสชาติที่ไม่น่าพลาดเลยทีเดียว


       คราวนี้ละค่ะสาวๆคนไหนอยากได้หุ่นดี แบบไม่ถึงกับต้องเครียดกับอาหารคลีน  หันมาลองเลือก ทางสายกลาง สไตล์ Lanna’s Patisserie กันดูมั้ยคะ ลองชิมแล้วบอกได้เลยว่า ประโยชน์และคุณค่าที่ได้รับแน่นอนว่าต้องดีงามกว่าแบบปกติในรสชาติที่ใกล้เคียงของเดิมค่า... 

Lanna ’s Patisserie  Sansai Chiangmai

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559

Tiramisu ทีรามิสุ ของหวานที่มีตำนานอันหลากหลาย

ความเป็นมา ของ ทีรามิสุ


Tiramisu ของหวานสัญชาติ อิตาเลียน




  ทีรามิสุ(Tiramisu) 

ฟังดูเหมือนสำเนียงญี่ปุ่น ทว่าเป็นของหวานเลื่องชื่อจากอิตาลีต่างหาก 
ร้านอาหารอิตาเลียนไม่ว่าจะไปสร้างชื่อเสียง หรือเปิดบริการ 
ณ มุมใดของโลก จะต้องมีของหวานที่ว่านี้เป็นการตบท้ายของมื้ออยู่เสมอ  
.
.
เรียกได้ว่าถ้าขาดไปเมื่อใดถือว่า มื้อพิเศษนั้นยังไม่สิ้นสุด 
หรือไม่ก็ขาดอรรถรสในการร่ำรสอาหารอิตาเลียนขนานแท้กันไปเลย 
และหากได้ลิ้มลองเมื่อใดรสชาติจะติดลิ้น และติดใจไม่รู้ลืมกันเลยทีเดียว

 ทีรามิสุ(Tiramisu) เป็นภาษาอิตาเลียน ที่มีความหมายว่า “Pick me up”

เพราะทีรามิสุเป็นเค้กที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังงาน 
จากส่วนผสมที่มีทั้งไข่ไก่ น้ำตาล และยังมีกาเฟอีนในปริมาณที่สูง 
จึงทำให้ผู้ที่ได้ชิมรสรู้สึกกระปี้ กระเปร่า หรืออาจจะมีอีกความหมายหนึ่งว่า เลือกฉันซิ” 
แล้วคุณจะรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นประมาณนั้น

Tiramisu By Lanna 's Patisserie


ทีรามิสุ เรียกอีกอย่างว่า “Tuscan Trifle”เรื่องของต้นกำเนิดก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งอันที่จริงเรื่องต้นกำเนิดของขนมหวานเลื่องรสนี้มีมาอย่างไรนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่เพียงแต่เห็นปรากฏในตำราทำอาหารของกรีก

          บ้างก็ว่าเป็นขนมที่เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อ 10 กว่าปีนี้เอง โดยเกิดจากที่ ปาตีซีแยร์” หรือคนทำขนมที่ชาวฝรั่งเศสเขาเรียกกันเห็นว่ามีคุกกี้ที่เหลือในตู้เย็นจนแข็งไม่น่ากินแต่ในใจก็นึกเสียดาย ว่าแล้วก็เกิดปิ๊งไอเดียด้วยการนำคุกกี้ที่ว่ามาแช่คาลัวส์วางสลับกับครีมชีส จนได้เค้กที่แสนอร่อยในที่สุด บางตำราก็ว่าทีรามิสุเกิดขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นช่วงที่ประชากรประเทศอิตาลีประสบปัญหายากจน แล้วพวกเขาต้องออกสู้ในสนามรบ ภรรยาเลยนำเอาขนมปังกรอบมาผสมกับกาแฟให้สามีพกติดตัวไปรับประทาน เพราะเชื่อว่าด้วยส่วนผสมของขนมชนิดนี้จะช่วยเพิ่มพละกำลังให้กับพวกเขาได้รับชัยชนะ และจะได้กลับมาบ้านอย่างปลอดภัย หรืออีกนัยหนึ่งก็เพื่อที่ว่าเวลาสามีได้ลิ้มรสขนมชนิดนี้ยามใด จะเหมือนต้องมนต์จนอดคิดถึงภรรยาสุดที่รักไม่ไหว จึงมีกำลังใจทำศึกเพื่อที่จะได้กลับบ้านไปหาเธอโดยเร็ว

Tiramisu By Lanna 's Patisserie
Tiramisu By Lanna Patisserie เค้กเชียงใหม่

บ้างก็ว่าที่มาของ ทีรามิสุ ฉบับที่ใกล้เคียงมากที่สุดคือ เกิดในสมัย  เรอเนซองส์ ที่เซียนาเมืองทัสคานี ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี โดยได้มีผู้ปรุง ซุปปา เดล ดุคาขึ้นถวายมหาดยุคกอสสิโม เด เมดิซี ที่ 3และท่านดยุคได้นำกลับมาที่เมืองฟลอเรนซ์ด้วย ซึ่งเชื่อว่านั่นก็คือ"ทีรามิสุ"นั่นเอง
              
ครั้นพอถึงศตวรรษที่ 19ซุปปา เดล ดุคา กลายเป็นของหวานที่นิยมมากในหมู่ปัญญาชนและศิลปินชาวอังกฤษ ซึ่งพักอาศัยที่ฟลอเรนซ์ในขณะนั้น กลุ่มคนดังกล่าวเรียกซุปปา เดล ดุคา อีกอย่างว่า  ซุปปา อินกลีส” (Zuppa Inglese) เมื่อพวกเขากลับอังกฤษก็ได้นำซุปปา อินกลีสกลับไปด้วย ต่อมาซุปปา อินกลีสก็เป็นของหวานที่ชาวผู้ดีเขาชื่นชอบไปทั้งเกาะกันเลยทีเดียว
 .
 . 
             ความนิยมชมชอบซุปปา อินกลีส ยังแผ่ไปถึงเมืองเทรวิโซ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวนิสในจังหวัดแถบตะวันตกเฉียงเหนือของเวเน โต เทรวิโซ ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องคลองสวย ภาพเขียนสีน้ำเป็นเลิศ และที่แน่ๆ คือ กลายเป็นดินแดนที่ขึ้นชื่อในเรื่องของทีรามิสุอีกด้วย  ยังมีเรื่องเล่าสนุกๆ ที่ทำให้ทีรามิสุมีสีสันและน่าสนใจมากขึ้น หนึ่งในนั้นเล่าว่าในอดีตทีรามิสุเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาสตรีในราชสำนักของเวนิสมากที่สุด ทั้งนี้ก็เพราะว่า Tiramisu แปลตามตัวได้ว่า Pick me up ที่แปลว่าคุ้นเคย สนิทสนม ซึ่งพวกเธอใช้เป็นรหัสลับยามเมื่อแอบพบกับชายชู้นั่นเอง
.
.
แม้แต่ในอเมริกาเอง ทีรามิสุเข้าไปครองใจผู้คนไม่ใช่น้อย ซึ่งเริ่มแพร่หลายในเมืองซานฟรานซิสโก และปัจจุบันนี้ทีรามิสุได้กลายเป็นเป็นส่วนหนึ่งในเมนูของร้านอาหารหลายร้านทั่วประเทศไปแล้ว  เรียกได้ว่าถึงเวลานี้ทีรามิสุกลายเป็นของหวานที่ไม่ได้นิยมแค่ชาวอิตาเลียน แต่คนทั่วโลกที่มีโอกาสได้ลิ้มรสขนมชนิดนี้พากันติดอกติดใจในรสชาติถึงขั้นที่ยากจะลืมเลือน ทั้งนี้คงเป็นเพราะรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากส่วนผสมที่แตกต่าง
.
.
อาทิ ไข่ไก่ ชีสมาสคาโปเน (Mascapone) ของอิตาลีที่ให้รสชาติออกมันๆ อมเปรี้ยวนิดๆ ที่ปลายลิ้น กับวิปปิงครีมนุ่มๆ ตัดกับรสเข้มของขนมปังเค้กสปองจ์ หรือคุกกี้แบบนิ่มที่เรียกว่า เลดี้ฟิเกอร์(Lady finger)สลับเป็นชั้นที่ชุ่มฉ่ำด้วยกาแฟเอสเปรสโซ ที่ให้ความขมกำลังดี แถมยังเพิ่มดีกรีความอร่อยด้วยการผสมเหล้ามัลซาราลงไป จึงกลายเป็นของหวานมีระดับที่มีความอร่อยแสนจะลงตัว 
Tiramisu by Lanna 's Patisserie เชียงใหม่
.
.
          พอหลังๆ คนนิยมมากขึ้น ทีรามิสุ ก็ยิ่งมีการพัฒนาทั้งรสชาติและหน้าตาที่แตกต่างกันออกไปอีกมากมาย อาทิ ใครชอบกาแฟก็ใส่กาแฟหนักนิดหนึ่ง ส่วนคนไม่กินกาแฟเขาก็หันไปทำเวอร์ชันอื่นๆ กันแทน เช่น อาจจะใช้ โกโก้ หรือว่าช็อกโกแลตแทนในช่วงที่ชาเขียวมาแรงก็เลยมีโอกาสได้ลิ้มลองทีรามิสุรสชาเขียว ที่อร่อยไปอีกแบบ 
.
.
ทีรามิสุยังมีอีกหลายสูตร บางสูตรก็ใส่ชีสบางสูตรก็ไม่ใส่ บางสูตรใส่ไข่  
บางสูตรก็เพิ่มด้วยการใส่เหล้า เลือกความร้อนแรงได้ตามความต้องการกันเลย นอกจากนั้น ทีรามิสุยังสามารถเสิร์ฟได้ในลักษณะที่เป็นแก้วหรือถ้วย และในแบบที่เป็น มูสเค้ก ก็แล้วแต่ความชอบ ว่ากันว่าถ้าอยากกินทีรามิสุให้อร่อย ควรจะรับประทานในขณะที่เย็นจัด และอาจจะเพิ่มรสชาติด้วยการเสิร์ฟกับขนมปัง หรือผลไม้สด โดยเฉพาะสตรอเบอร์รีนั้นเข้าขากันนักแล
.
.
ดังนั้นส่วนใหญ่Tiramisu จึงถูกนิยมนำมาจัดเลี้ยงแขกเหรื่อเป็นการตบท้ายของมื้อพิเศษด้วยกันทั้งนั้น ของหวานสัญชาติอิตาลีที่มีนามว่า ทีรามิสุ นี้จึงคงมั่นติดตรึงใจ ไม่ว่าผู้ใดได้ลิ้มลองเป็นต้องเรียกหาทุกครั้งที่มีโอกาสทุกครั้งไป...

                    https://www.pinterest.com/lannapatisserie 


ขอขอบคุณข้อมูล บทความจาก สมาคมการบริหารโรงแรมไทย

วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Hokkiado Milk Bread Japanese Style (ขนมปังนมสด "ฮอกไกโด")

Hokkiado Milk Bread Japanese Style By Lanna ’s Patisserie Chiangmai Thailand
Adapted formula from Christine’s Recipes
ขนมปังนมสด ที่ได้ขึ้นชื่อลือชาว่า เนื้อฟูนุ่ม นิ้มม นิ่มม ราวกับปุยหิมะ แห่งเมืองสวรรค์ ฮอกไกโด




ด้วยความที่สาวลานนานั้นเป็นคนชอบลองทำอะไรใหม่ๆ หลังจากสนุกกับการทำเค้กมาเยอะแล้ว รู้สึกว่ามันเนือยๆไป อยากหาความแปลกใหม่ที่สร้างแรงขับให้กับตัวเอง พอดีจังหวะกับที่เป็นช่วงวันหยุดยาว เลยหาโอกาสทำขนมให้หนุ่มๆในบ้านได้ทานกัน แล้วก็มาลงตัวที่การทำขนมปังเพราะใช้ทานเป็นอาหารเช้าแทนทานข้าวกันบ้างดีกว่า จึงลองค้นหาสูตรการทำขนมปังต่างๆ แต่ต้องขอออกตัวไว้ก่อนนะคะว่า สาวลานนายังไม่เคยได้สัมผัสการทำขนมปังมาก่อนเลย พอมีโอกาสและหนุ่มๆเรียกร้อง ก็ขอลองกันหน่อยละกัน
แต่ด้วยความที่อยากให้ขนมปังที่ทำนั้นมีความเป็นธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีใดๆ มาเจือปน  แล้วตัวเองก็เป็นคนชอบขนมปังที่มีความนุ่มเนียนในแบบเอเชี่ยนสไตล์อยู่แล้ว ครั้นจะทำขนมปังให้ขึ้นฟูได้ คงจะต้องอาศัย ผงฟู เป็นแน่แล้วจะมีวิธีการอื่นใดอีกมั้ยล่ะ ที่เราจะไม่ต้องใส่ผงฟูให้เคลือบแคลงความเป็นธรรมชาติอีก มันคงต้องมีคงามลับอะไรบางอย่างที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ล่ะนะ แต่อะไรกันล่ะที่จะเป็นตัวเนรมิต ความนุ่ม ฟู ให้เกิดขึ้น และยังยืนระยะคงอยู่ได้ อย่างน้อยขอสักสองสามวันก็เยี่ยมละ จึงเป็นที่มาของการหาตำรับทำขนมปังที่มีความนุ่มฟู โดยปราศจากผงฟูให้จงได้
พอค้นไปค้นมา ก็บังเอิญมาเจอกับสูตรที่ตรงตามคอนเซ็ปเราเป๊ะเลย เป็นสูตรขนมปังสไตล์ญี่ปุ่นที่ว่ากันว่านักทำขนมปังชาวจีนได้นำเอาวิธีการมาปรับใช้ในการทำขนมปังอย่างแพร่หลาย โดยวิธีการที่ว่า มีชื่อเรียกขานว่า “Tangzhong” คือเป็นส่วนผสมพิเศษที่อาจพูดได้ว่า เป็นความลับของ เส้นใยปุยนุ่มๆของขนมปังนั่นเอง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ผงฟู อีกทั้งยังสามารถเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นได้อีกหลายวันที่เดียว วันไหนนึกอยากทำ อยากทานขนมปังอร่อยๆ นุ้มมนุ่มม ละก็ แค่หยิบเอาออกมาจากตู้เย็นแล้วก็ลงมือต่อได้เลย จึงถือว่า เจ้า Tangzhong (แป้งเหนียว) นี้มีประโยชน์มากที่เดียวเชียว
ทีนี้เราคงอยากรู้กันแล้วสิว่า ทำไมเจ้า Tangzhong (แป้งเหนียว) นี้ถึงได้มีความพิเศษเช่นนี้
จากหนังสือ(Bread doctor) ของ  Yvonne Chen กล่าวว่า ที่อุณหภูมิพอเหมาะราว 65เซลเซียส กลูเต็น(โปรตีนที่มีอยู่ในแป้ง) และน้ำจะดูดเอาความชุ่มชื้นเข้ามาจนยีสต์หมักได้ที่และทำให้แป้งขึ้นฟู แล้วหลังจากนั้นเมื่อใดก็ตามที่เราเอา Tangzhong (แป้งเหนียว) ไปผสมกับส่วนผสมอื่นๆที่เราจะทำขนมปัง แป้ง dought ที่ได้จากการผสม Tangzhong (แป้งเหนียว)ลงไป จะยิ่งเพิ่มเความนุ่มฟู ของเส้นใยขนมปังให้เป็นดังปุยเมฆเลยทีเดียว
เมื่อรู้เหตุผลและคุณสมบัติของ Tangzhong (แป้งเหนียว) แล้วทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนการทำกันซะที
โดยเราจะแบ่งส่วนผสมในการทำ ขนมปังนมสด ฮอกไกโด ออกเป็น สองส่วน คือ
ส่วนที่เป็น ส่วนผสมในการทำ Tangzhong (แป้งเหนียว)
1. แป้งขนมปัง 60g หรือ1/3ถ้วย
2. น้ำเปล่า 250ml หรือ 1ถ้วย (สามารถใช้นมแทนได้ หรือจะใช้น้ำผสมนมอย่างละครึ่งก็ได้)
มาดูขั้นตอนวิธีการทำ Tangzhong (แป้งเหนียว) กันก่อน
1. ผสมแป้งขนมปังกับน้ำเปล่าลงในหม้อ โดยระวังไม่ให้แป้งจับตัวเป็นก้อนๆ จากนั้นนำขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟกลางถึงอ่อน หมั่นคนเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้แป้งติดหม้อ และเป็นผลทำให้ไหม้ได้


2. ระหว่างที่คนอยู่นั้น ส่วนผสมจะเริ่มงวดขึ้นจนข้น ให้ใช้การสังเกตดูว่าเนื้อแป้งมีรอยเป็นเส้นๆขึ้นมาหรือยัง ถ้ามีแสดงว่าเราทำสำเร็จละ จากนั้นยกลงจากเตา เราจะได้ Tangzhong (แป้งเหนียว) ส่วนผสมพิเศษที่เราต้องการ (Note: ถ้าไม่มั่นใจในการดูรอยเส้นแป้ง ก็ให้ใช้เทอร์โมมิเตอร์ วัดดูที่อุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียสก็ได้)

3. เท Tangzhong (แป้งเหนียว) ที่ได้ลงในชาม แล้วคลุมหน้าด้วยพลาสติกแร็ป เพือป้องกันไม่ให้มันแห้ง จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็นในอุณหภูมิห้อง เป็นอันเสร็จสามารถเอามาใช้ได้เลยทันทีหลังจากปล่อยมันเย็นลงแล้ว
4 ชั่งปริมาณที่เราจะใช้ ส่วนที่เหลือเราก็เอาไปเก็บไว้ในตู้เย็นได้หลายวัน ตราบเท่าที่มันยังไม่เปลี่ยนสีเป็นสีเทาๆ (Note:  Tangzhong (แป้งเหนียว) ที่เก็บแช่เย็นแล้ว ควรนำมาวางไว้ที่อุณหภูมิห้องทุกครั้ง ก่อนเติมส่วยผสมอื่นๆลงไป
ส่วนผสมที่เป็น ส่วนผสมในการทำขนมปัง
1. แป้งขนมปัง 540g
2. น้ำตาลทราย 80g
3. เกลือ 8g
4. นมผง 9g (ส่วนสูตรต้นตำรับจะใช้นมผงที่เน้นสกัดจากนมสดแท้ๆเท่านั้น)
5. ผงยีสต์สำเร็จรูป 11g
6. ไข่ไก่ 86g (กะประมาณไข่ไก่เบอร์1 2ใบ หรือเบอร์0 ใบกว่า)
7. วิปปิ้งครีม 59g
8. นมสด 54g
9. Tangzhong (แป้งเหนียว) 184g
10. เนยจืดที่ปล่อยให้ละลาย 49g
ทีนี้ก็มาถึงวิธีในการทำขนมปัง Hokkiado Milk Bread With Tangzhong
1. นำส่วนผสมที่เป็นของแห้งทั้งหมดมาคลุกเคล้ากันในชามผสม (แป้ง,เกลือ,น้ำตาลทราย,ยีสต์,นมผง)
จากนั้นเกลี่ยแล้วทำให้เป็นรูตรงกลางเตรียมไว้
2. ตีส่วนผสมที่เป็นของเหลวเข้าด้วยกัน (นมสด,วิปครีม,ไข่, Tangzhong) จากนั้นเทลงไปในรูของส่วนผสมแห้งที่เตรียมไว้แล้ว

3. นวดให้เข้ากันจนกระทั่งได้เป็นก้อน Dough จากนั้นเทเนยจืดละลายลงไป พร้อมกับนวดต่อจน แป้งdough เริ่มนุ่มเนียน ไม่เหนียวยืด ทดลองโดยการยืดแป้งdoughออก ถ้ามันมีเยื่อบางๆ ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว ระยะเวลาในการนวดคลึงนั้นขึ้นอยู่กับความแรงและความเร็วของการนวด ถ้าใช้เครื่องนวดก็ประมาณ 30 นาที
4. คลึงแป้ง dough ให้เป็นรูปกลมๆ แล้วพักในชามที่ชโลมน้ำมันไว้ทั่วๆ ห่อคลุมด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรือ พลาสติกแร็ป ปล่อยทิ้งไว้รอการทำปฏิกิริยารอบแรก รอจนกระทั่งแป้ง dough ฟูขึ้นเป็น 2 เท่าของขนาดเดิม ใช้เวลาประมาณ 40 นาที (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เวลาขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ซึ่งอุณหภูมิที่เหมาะสมในการหมักบ่ม คือ 28องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 75%)

5. พอแป้ง dough ฟูขึ้นได้ขนาดตามต้องการแล้วก็ให้นำออกมาวางไว้บนโต๊ะที่สะอาดไม่มีคราบแป้งหลงเหลืออยู่ จากนั้นทำให้แฟบลง แล้วเริ่มแบ่งแป้ง dough ออกเป็นก้อนกลมๆขนาดเท่าๆกัน ด้วยการชั่งนน.รวมแล้วหารแบ่งออกมา จากนั้นจึงห่อด้วยพลาสติกแร็ปแล้วพักต่ออีก 15 นาที

6. นวดคลึงแต่ละก้อน dough ด้วยลูกกลิ้งจนมีรูปร่างแบนรี จากนั้นให้พับ 1/3 จากขอบด้านบนลงมาที่ตรงกลางแล้วกดให้เนื้อพับติดกัน จากนั้นพับอีก 1/3 จากขอบด้านล่างมาที่กึ่งกลาง แล้วกดให้ติดกัน





จากนั้นพลิกเอาด้านพับลงด้านล่าง แล้วใช้ลูกกลิ้งคลึงต่อให้แบนยาวออกมาประมาณ 30 ซม. พลิกด้านพับขึ้นแล้วม้วนด้านขวางให้เป็นรูปทรงกระบอก แล้วพลิกเอาด้านรอยพับลงที่พื้น 



จากนั้น วางก้อน dough ที่ม้วนเสร็จแล้วลงในพิมพ์ไล่เรียงไปทีละอันจากนั้นห่อด้วยพลาสติกแร๊ป เพื่อพักรอการทำปฏิกิริยารอบ2 รอจนกระทั่งพองออกเป็น 2 เท่าของขนาดเดิม หรือพองขึ้น ราวๆ 3/4 เท่าของพิมพ์ ใช้เวลาราวๆ 40 นาที เช่นเคย (อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการหมักรอบ 2 คือ 38 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 85%)
7. ทาหน้าด้วยไข่ (อาจใช้สูตร ไข่เจือน้ำก็ได้) 


แล้วอบต่อด้วยอุณหภูมิ 
pre-heated 180 องศาเซลเซียส นาน 30-35 นาที จนมีสีน้ำตาลสวย นำออกจากเตาแล้ววางพักบนตะแกรง รอให้เย็นก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์
เราก็จะได้ขนมปังนมสด "ฮอกไกโด" ที่เนื้อนุ้มมม นุ่มมม เส้นใยเป็นปุยฟู น่าทานมากๆอย่างที่เห็นในภาพนี้ละค่ะ พอทำเสร็จเท่านั้นละ หนุ่มๆที่บ้านมาแย่งกันชิมตอนร้อนๆใหญ่เลย สาวลานนาละยิ้มไม่หุบเลยค่ะ

อ้อลืมบอกไป หลังจากทำมาแล้วลองเก็บไว้ทานวันหลังอีกยังนุ่มฟูอยู่ต่อได้อีก 3 วันสบายๆเลยละค่ะ

ติดตามเราได้ทาง https://www.facebook.com/lanna.patisserie

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Blueberry Cheese Cake (บลูเบอรี่ชีสเค้ก)

... Thankful time by Lanna's Patisserie Chiangmai  ...

ด้วยความยินดีปรีดาจากใจ กับ "ความสุข" และ "ความรัก" ที่มอบให้



Lanna's Patisserie  จึงขอตอบแทนด้วยความเต็มใจ สร้างสรรค์ของขวัญชิ้นสำคัญที่คุณมาดหมายไว้ ให้เป็นที่ต้องตาต้องใจ เพื่อใช้เป็นเครื่องหมายแทนใจ ส่งถึงคนสำคัญของคุณ...
   

     ขนมเค้กของขวัญ ถือเป็นเครื่องหมายสำคัญ สัญลักษณ์แทนใจ ที่สื่อสารตรงออกไปจากผู้ให้ส่งมอบไปถึงผู้รับ จัดว่าเป็นของขวัญที่นิยม และทรงคุณค่า
    
เพราะนอกจากความหรรษาที่ได้รับทานแล้ว ยังสร้างความสุขสันต์ เติมสายใยแห่งรัก ต่อความสัมพันธ์ให้ผูกมั่นกันไว้ในหมู่มิตร และญาติสนิทของคุณ

สำหรับของขวัญชิ้นนี้ จัดได้ว่าเป็นขนมเค้กที่มีความนิยมไม่เสื่อมคลาย เพราะเป็นขนมเค้กที่ทานง่าย อุดมหลากหลายด้วยคุณประโยชน์ 



      จากตระกูลเบอรี่ ที่เข้ารสกันดี กับ ผลกีวี และ เนื้อชีสเค้กที่นุ่มลิ้น หวานมัน สร้างความหฤหรรษ์ สุขสัมพันธ์ให้กับคนที่คุณรักอย่างแน่นอน
 ผ่าน ขนมเค้กของขวัญสำหรับวันพิเศษ "Blueberry Cheese Cake" ที่เสกความสุข ความอร่อย ให้กับทุกเพศ ทุกวัย ในทุกโอกาสของคุณ...

  < <Blueberry Cheese Cake > >
บลูเบอรี่ชีสเค้ก Kiwi และ Gooseberryท้อปปิ้ง
+++Designed By Lanna ’s Patisserie เชียงใหม่+++
สั่งง่ายๆได้ที่ : <<< LinE ID: pimafs >>>


วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2558


แรงบันดาลใจ และ ย่างก้าวต่อไปของเรา

>>>>แรงบันดาลใจ....

หากจะกล่าวถึง แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานของ Lanna’s Patisserie นั้น ถูกกลั่นจากความรู้สึกในส่วนลึกที่ต้องการมอบสิ่งที่มีคุณค่า ความหมายและสุนทรียภาพแด่ผู้คนจึงประสงค์ให้ขนมทุกชิ้นเป็นเครื่องมือถ่าย ทอดอารมณ์ ความรัก ความห่วงใยที่ทุกคนมอบให้แก่กันและกัน ดั่งฉันท์มิตร และส่งต่อความสุขที่ได้รับกลับคืนสู่สังคม และ บุคคลอันเป็นที่รัก ดังคำกล่าวที่ว่า
“ท่าน จะได้ลิ้มรสอันน่าพิสมัย เจิดจรัส ดุจอัญมณี เลอค่า กับเหล่าบรรดาขนมเค้กเนื้อหอมละมุน ที่ถูกรังสรรค์ปั้นแต่งด้วยความรักและใส่ใจ จากจินตนาการงานศิลป์ สู่ผลงานที่ผ่านการคัดสรรอย่างละเมียดละไม ส่งมอบแด่ท่านด้วยความอบอุ่นจากใจทุกวัน”

....ก้าวต่อไปของเรา>>>>

                เพื่อ การพัฒนาที่ยั่งยืน จากการที่เราสร้างสรรค์ผลงานจากความรัก ดังนั้นเราจึงอยากส่งมอบ ความรัก ความสุข ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ เราอยากเห็นภาพรอยยิ้มตลอดการเดินทางสร้างสรรค์ขนมของเรา ตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบจนถึงปลายทางผู้บริโภค เราต้องการให้ทุกๆท่านที่ทานขนมของเราได้รับสุขภาพดี และ อร่อยไปในคราเดียวกัน สิ่งนั้นย่อมเริ่มจากการคัดสรรเหล่าวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และ ปลอดสารพิษตกค้างมากที่สุดที่เราจำทำได้ ซึ่งนี่จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆของคนทำขนมอย่างเราที่จะใส่ความรู้สึก อบอุ่น และ ปลอดภัยในทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อหวังให้ผู้รับจะได้ยิ้มรับอย่างมีความสุขทั้งกายทั้งใจ เราจึงตั้งปณิธานว่า 

เรา จะตอบแทนความรัก ด้วยการใส่ใจพยามเลือกใช้วัตถุดิบปลอดสารพิษเท่าที่จัดหาได้จากโครงการหลวง เช่น ผัก หรือ ผลไม้ต่างๆ และยังเป็นการสนับสนุนโครงการในพระราชดำหริตลอดจนเกษตรกรในภาคเหนือ เพื่อเป็นการคืนความสุขกลับสู่กับเกษตรกรท้องถิ่นบ้านเกิดของเราเอง อีกด้วย...


            การตั้งใจนำเสนอความเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับ Lanna  ผสมผสานกับวัฒนธรรมความเป็นตะวันตกในรูปแบบของขนมอบ Lanna’s Patisserie ที่ เน้นวัตถุดิบท้องถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่ผ่านร้านโครงการหลวง ผสานกับวัตถุดิบชั้นนำระดับโรงแรมคัดสรรมาเพื่อนำเสนอแด่ท่านทั้งชาวต่าง ชาติที่หลงใหลในรสผักผลไม้ไทย และ ชาวไทยที่ชื่นชอบความเข้มข้นของช็อคโกแลตแท้จากฝรั่งเศส